เมื่อพระเจ้าบุเรงนองกรีธาทัพเข้ายึดเชียงใหม่ไว้ในอำนาจแล้ว
เมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นประเทศราช
ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการแก่พม่าทุกปี
ได้แก่ ต้นไม้เงิน
ต้นไม้ทอง ส่วยที่พม่าต้องการ
ตลอดจนส่งเสบียงอาหารให้กองทัพพม่ากระทำสงครามกับเมืองอื่น
เพื่อแสดงความอ่อนน้อมภักดีต่อกษัตริย์พม่าทุกปีอีกด้วย
พระเจ้าบุเรงนอง
ยังคงให้พระเจ้าเมกุฎิ
ยังคงปกครองเมืองเชียงใหม่ต่อไป
แต่ไม่มีอิสระในการปกครอง
เพราะพม่าได้ส่งแม่ทัพเข้ามาดูแลควบคุมการปกครองด้วย
พระเจ้าเมกุฎิพยายามแข็งข้อ
ต่อต้านเพื่ออิสระภาพแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
เพราะถูกพระเจ้าบุเรงนองยกกองทัพมาปราบปรามอีกครั้งหนึ่ง
เมื่อ พ.ศ. ๒๑๐๗
ในครั้งนี้
พระเจ้าบุเรงนอง
ให้ถอดพระเจ้าเมกุฎออกจากตำแหน่งผู้ครองนครเชียงใหม่เสีย
แล้วให้นางพญาราชเทวี
หรือ พระนางวิสุธิเทวี
มาปกครองแทน
และนับตั้งแต่นั้นมา
เมืองเชียงใหม่ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่ามาเป็นเวลานานกว่า
๒๐๐ปี
ท้าวแม่กุ (พระเมกุฎิ)
พ.ศ.๒๑๐๑ - ๒๑๐๗
(ภายใต้อำนาจพม่า)
พระนางวิสุทธเทวี
พ.ศ.๒๑๐๗ - ๒๑๒๑
(ภายใต้อำนาจพม่า)
ในช่วงแห่งการปกครองอยู่ใต้การปกครองของพม่ากว่า
๒๐๐ ปี นับแต่ปี
(๒๑๐๗ ในสมัยพระนางวิสุทธิเทวี
( พ.ศ. ๒๑๐๗-๒๑๒๑)
จนกระทั่ง ถึงพ.ศ.
๒๓๑๗ พม่าได้แต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่สืบต่อจากพระนางวิสุทธิเทวีอี
๑๗ องค์ดังนี้
| ๑.
สาวถีนรตรามังซอศรีมังสรธาช่อ
, นรทามางจอ
หรือ อเมงนรธาช่อ
( โอรส พระเจ้าบุเรงนองมาครองเชียงใหม่ก่อน
พระเจ้าบุเรงนองสวรรคตเพียง
๓ ปี ) พ.ศ.๒๑๒๑
- ๒๑๕๐ ** |
| ๒.
พระช้อย
(ครั้งที่
๑) พ.ศ.๒๑๕๐
- ๒๑๕๑ |
| ๓.
พระชัยทิพ
(มองกอยต่อ)
พ.ศ.๒๑๕๑
- ๒๑๕๖ |
| ๔.
พระช้อย
(ครั้งที่
๒) พ.ศ.๒๑๕๖
- ๒๑๕๘ |
| ๕.
เจ้าเมืองน่าน
พ.ศ.๒๑๕๘
- ๒๑๗๔ |
| ๖.
พญาหลวงทิพเนตร
พ.ศ.๒๑๗๔
- ๒๑๙๘ |
| ๗.
พระแสนเมือง
พ.ศ.๒๑๙๘
- ๒๒๐๒ |
| ๘.
เจ้าเมืองแพร่
พ.ศ.๒๒๐๒
- ๒๒๑๕ |
| ๙.
อุปราชอึ้งแซะ
(กรุงอังวะ)
พ.ศ.๒๒๑๕
- ๒๒๑๘ |
| ๑๐.
บุตรเจ้าเจกุตรา(เจพูตราย)
พ.ศ.๒๒๑๘
- ๒๒๕๐ |
| ๑๑.
มังแรนร่า
พ.ศ.๒๒๕๐
- ๒๒๗๐ |
| ๑๒.
เทพสิงห์
พ.ศ.๒๒๗๐
- ๒๒๗๐ |
| ๑๓.
องค์ดำ พ.ศ.๒๒๗๐
- ๒๓๐๒ |
| ๑๔.
เจ้าจันทร์
พ.ศ.๒๓๐๒
-๒๓๐๔ |
| ๑๕.
อดีตภิกษุวัดดวงดี
(เจ้าขี้หุด)
พ.ศ.๒๓๐๔
-๒๓๐๖ |
| ๑๖.
โป่อภัยคามินี
(โป่อะเกียะคามุนี)
พ.ศ.๒๓๐๖
- ๒๓๑๑ |
| ๑๗.
โป่มะยุง่วน
พ.ศ.๒๓๑๑
- ๒๓๑๗ |
| **
มีปรากฏในพงศาวดารพม่า |
ความพยายามริดรอนอำนาจขุนนางและกำลังทหารของพม่า
ทำให้มักเกิดความขัดแย้งกันเสมอ
บางครั้งถึงกับเกิดจราจลลุกลามเป็นศึกกลางเมืองขึ้นในปี
พ.ศ. ๒๓๑๔ ขุนนางเมืองเชียงใหม่นำด้วย
พญาจ่าบ้านและพญากาวิละกับน้องชาย
ก่อศึกกับ โปมะยุง่วนของพม่า
แต่ต่อสู้กำลังของ
โปมะยุง่วนไม่ได้
จึงขอความช่วยเหลือไปยังกรุงศรีอยุธยา
ในครั้งนั้นพระเจ้าตากได้นำได้นำกองทัพขึ้นมาช่วยเหลือสมทบกับพญากาวิละ
เข้าตีเมืองเชียงใหม่ขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ
เมื่อวันอาทิตย์ขึ้นสิบห้าค่ำ
เดือนห้าเหนือ
พ.ศ.๒๓๑๗ เมืองเชียงใหม่จึงพ้นจากอำนาจของพม่าโดยสิ้นเชิง
พระเจ้าตากก็โปรดให้พญาจ่าบ้านเข้านครองนครเชียงใหม่สือไป
โดยได้พระนามว่า
พระยาวชิระปราการ
เมืองเชียงใหม่จึงเป็นอิสรภาพ
และเป็นการสิ้นสุดยุคใต้การปกครองของพม่าแต่เพียงเท่านี้