คิดแล้วดังนี้จึงมีพระราชสาส์นให้ราชบุรุษไปอันเชิญสหาย
เจ้าทั้งสองนคร
พระยางำเมืองและพระยาร่วงเจ้าได้ทราบก็มาสู่สถานที่นั้นพร้อมกัน
พระยาเม็งรายก็จัดการต้อนรับสหายทั้งสอง
แล้วแจ้งเหตุการณ์ต่างๆ
ให้พระยาทั้งสองฟังทุกประการ
"...สหายคำ
พระยางำเมือง
พระยาร่วง ทั้งสอง
กูจักเรียกร้องเสงปองโฟ่จา
(ปรึกษา) จักตั้งบ้านใหญ่เมืองหลวงแล้วจึงควรตั้งชะแล..."
พระยางำเมืองพิจารณาเห็นพ้องด้วยกับพระยาเม็งราย
คือ ให้ขุดคูและก่อกำแพงพระนคร
เอาชัยภูมิป่าเขานั้นไว้เป็นกลางใจเมือง
แล้ววัดแต่ใจเมืองออกไปด้านละ
๑๐๐๐ วาโดยรอบเป็นขนาดวงกำแพงพระนคร
แต่พระยาร่วงเจ้ากล่าวว่า
"...ควรรำพึงถึงกาลทั้งสองกาล
คือกาลสมบัติ
และกาลวิบัติก่อน
ภายหน้าบุคคลผู้มีปัญญา
จักดูแคลนว่าบ่รู้รำพึงถึงกาลภายหน้าภายหลัง
เบื้องว่าถึงกาลวิปริตมีอมิตรข้าศึกมาแวดวังขังเวียงหาคนจะเฝ้าแหนมิได้
พอได้เป็นจักยากภายหน้า
ข้ามักใคร่ตั้งแต่ชัยภูมิไปเพียงด้านละ
๕๐๐ วา เป็นเมืองกว้าง
๑๐๐๐ วาก็พอสมควรเมื่อสืบไปภายหน้าผิดว่ากาลสัมบัติบ้านเมืองเจริญมีคนมากหลายขึ้น
เมืองก็หาจักกว้างใหญ่ไพบูลย์ไปตามกาลสมัย
แล้วพระร่วงเจ้ากล่าวซ้ำว่า
สุเทวฤาษีและสุกทัตฤาษีได้ยังฌามสมบัติและอภิญญามีอานุภาพเป็นอันมาก
เมื่อจะสร้างเวียงหริภุญชัย
ยังเอาหอยสังข์มาครอบเอาเป็นประมาณ"
พระยาเม็งรายได้ฟังคำอธิบายของสมเด็จพระร่วงเจ้าดั่งนั้น
จึงตรัสว่า"ข้าแต่พระสหายเจ้าทั้งสองผิดั่งเราจะตั้งล่วงแป
(ด้านยาว) ๑๐๐๐
วา ล่วงขื่อ (ด้านกว้าง)
๙๐๐ วาเถิด"
พระยาทั้งสามสหายก็มีฉันทจิตรและฉันทวาทีถูกต้องกัน
แล้วพระยาเม็งรายจึงเชิญสหายทั้งสองไปสู่ที่ชัยภูมิ
เพื่อจะแรกตั้งราชมณเพียรขณะนั้นมีหนูเผือกตัวหนึ่งใหญ่เท่าดุมเกวียนมีบริวาร
๔ ตัว แล่นตามกันออกจากที่ชัยภูมินั้นไปหนบูรพ์ก่อนแล้วไปหนอาคเนย์ไป
ไปลงรูแห่งหนึ่งภายใต้ต้นไม้ผกเรือก
คือว่าไม้นิโครธหรือไม้ไทร
พระยาทั้งสามได้เห็นอัจฉริยะนิมิตดั่งนั้น
จึงเอาเครื่องสักการะข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน
ไปบูชาไม้นิโครธต้นนั้น
แล้วให้ล้อมรักษาไว้ด้วย
ไม้นั้นจึงปรากฏเป็นไม้เสื้อเมืองหรือศรีเมืองสืบมาจนทุกวันนี้"
พระยาทั้งสามให้กวาดแผ้วที่อันจะสร้างเวียง
ขึงเส้นเชือกระดับดูก็รู้ว่าพื้นปฐพีที่นั้นสูงเบื้องตะวันตกเอียงไปทางตะวันออก
พระร่วงเจ้ากับพระยางำเมืองจึงกล่าวว่า
เผือข้าได้เห็น
ชัยภูมิเมืองนี้ประกอบด้วยศุภนิมิตรมงคล
๗ ประการ
ประการที่หนึ่งดั่งได้ยินมาว่ามีกวางเผือกสองตัวแม่ลูกมาแต่ป่าใหญ่หนเหนือ
เข้าอาศัยอยู่ในที่ชัยภูมินี้
มีคนเป็นอันมากมากระทำสักการะบูชาเป็นชัยมงคลประการหนึ่ง
อนึ่ง มีฟานเผือกสองตัวแม่ลูกเข้าอาศัยในชัยภูมิที่นี้
ต่อสู้ฝูงสุนัขทั้งหลายของนายพรานทั้งหลายได้
สุนัขพ่ายแพ้ไปเป็นชัยมงคลประการที่สอง
อนึ่ง เราทั้งหลายได้เห็นมหาเศวตรมุสิกะ
หนูเผือกตัวใหญ่กับบริวาร
๔ ตัว ออกจากชัยภูมิที่นี้เป็นชัยมงคลประการที่สาม
อนึ่ง พื้นภูมิสถานที่อันจะตั้งพระนครนี้สูงเบื้องตะวันตก
เอียงหาตะวันออกเป็นชัยมงคลประการที่สี่
อนึ่ง อยู่ที่นี่เห็นน้ำตกแต่เขาอุสุจบรรพต
คือดอยสุเทพ
ไหลลงมาเป็นลำน้ำไหลขึ้นไปหนเหนือ
แล้วเลี้ยวไปทางตะวันออกแล้ววงลงไปทิศใต้
แล้วไปทิศตะวันตกโอบล้อมเวียงกุมกาม
ลำน้ำนี้เป็นนครคุณเกี้ยวกอดเมืองอันนี้ไว้เป็นชัยมงคลที่ห้า
อนึ่ง แม่น้ำที่ไหลแต่ดอยลงมาที่ขุนน้ำได้ชื่อว่า
แม่ขาน ไหลไปตะวันออก
แล้วจึงไปทิศใต้
เทียบข้างแม่น้ำพิงค์ไปเรียกชื่อว่า
แม่โท
อนึ่ง หนองใหญ่มีหนตะวันออกเฉียงเหนือแห่งชัยภูมิคือหนอิสาน
ดังนี้ท้าวพระยานานาประเทศจักมาบูชาเป็นชัยมงคลประการที่หก
อนึ่ง น้ำแม่ระมิงค์
(แม่น้ำปิง)
อันเป็นแม่น้ำใหญ่ไหลมาแต่มหาสระ
ซึ่งพระพุทธเจ้าได้อาบยังดอยสลุง
(ดอยหลวงเมืองเชียงดาวเรียกว่า
ดอยอ่างสลุงคืออ่างสรง)
ไหลมาเป็นขุนน้ำแม่ละมิงค์
กรายไปตะวันออกเวียงเป็นชัยมงคลประการที่เจ็ด
รวมเป็นชัยมงคล
๗ ประการ ประกอบด้วยพร้อมดั่งนี้
สมเด็จพระร่วงเจ้าสุโขทัยและพระยางำเมืองเจ้านครพะเยา
กล่าวแสดงเหตุอันเป็นชัยมงคล
๗ ประการดั่งนี้พระยาเม็งรายมหาราชก็มีน้ำพระทัยชื่นชมยินดียิ่งนัก
คนึงในพระทัยว่าสหายทั้งสองแห่งกูมีความรู้หลักยิ่งนักหนา
แล้วท้าวเธอจึงนำพระยาทั้งสองไปประเวศ
เลียบดูสถานที่อันจะขุดเป็นคูนครทั้ง
๔ ด้าน และที่อันจะก่อปราการวางทะบู
(ป้อม) และซุ้มประตูเวียงทุกแห่งแล้วก็พากันมานั่งพักอยู่
ณ หนอิสาน เลี้ยงโภชนาหารกัน
ณ ที่นั้น ครั้นเสร็จแล้วพระยาทั้งสองก็ให้ตั้งบวงสรวงพลีกรรมบูชาเทวดาทั้งหลาย
ครั้นได้เวลาพิชัยฤกษ์
แรกตั้งพิธีกลบบาตฝังนิมิตหลักเมือง
ในวันพฤหัสบดี
ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนวิสาขะ
(เดือน ๘ เหนือ
หรือเดือน ๖ไทย)
ปีวอกอัฐศก จุลศักราช
๖๕๘ (พ.ศ.๑๘๓๙)
จันทรเสวยฤกษ์
๑๖ ยาม แตรจักใกล้รุ่ง
แล้วสองลูกนาที
ปลายสองบาท ไว้ลัคนาเมือง
ในราศีมีนอาธาต
(ตรงกับวันที่
๑๒ เมษายน ๑๘๓๙
เวลาประมาณ ๔.๐๐
น.)ุ
ก็ให้ลงมือขุดคูเวียงและสร้างนิเวศน์พร้อมกัน
มีจำนวนพลอันทำการพระราชานิเวศน์มณเฑียรนั้น
๕๐,๐๐๐คน ขุดคูพระนคร
๔๐,๐๐๐ คน ขนเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง
โดยเริ่มต้นขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือ
แจ่ง(มุม)ศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน
แล้วอ้อมไปทิศทักษิรแล้ววงไปรอบทั้งสี่ด้านทำไปพร้อมกันแรกตั้งกาด
(ตลาด) เชียงใหม่
ในขณะยามเดียวกันนั้น
โดยการสร้างกำแพงเมืองนั้น
ได้ก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลายลง
แล้วโปรดให้สร้างกำแพง
สูง ๘ ศอก กว้าง
๖ ศอก พร้อมด้ายใบเสมาล้อมรอบตัวเมือง
ขุดคูรอบเมืองกว้างประมาณ
๒๐ วาทั้งสี่ด้าน
ใช้มูลคูถมเป็นไส้กำแพงชั้นใน
ในการสร้างกำแพงนี้พ่อขุนเม็งรายโปรดให้สร้างประตูเมืองกว้างประมาณ
๔ วา ไว้ตรงระยะกึ่งกลางกำแพงเมืองด้านละประตูคือ....