ประวัติการสร้างเมืองเชียงใหม่
พงศาวดารโยนกกล่าวถึงการสร้างเมืองเชียงใหม่ว่า
พญามังรายบุตรของพญาลาวเมงและพระนางเทพคำข่าย
เจ้าหญิงแห่งเมืองเชียงรุ้ง
หลานตาแห่งท้าวรุ่งแก่นชาย
เสด็จขึ้นครองราชย์ที่เมืองเงินยางเชียงแสน
ประมาณ พ.ศ.๑๘๐๕
พระองค์ทรงมีพระประสงค์ที่จะรวบรวมแคว้นต่างๆ
ที่กระจัดกระจายและเป็นอิสระต่างๆ
ให้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยจะทรงขยายอำนาจลงมาทางใต้บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง
และพยายามขยายลงไปถึงบริเวณ
ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและสาละวิน
บริเวณลุ่มแม่น้ำปิงขณะนั้นมีเมืองหริภุญไชยเป็นเมืองสำคัญ
และมีความอุดมสมบูรณ์มั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
พระยามังรายมีพระประสงค์จะยึดครองเมืองหริภุญไชยไว้ในอำนาจ
จึงทรงย้ายเมืองหลวงหรือทรงมาสร้างเมืองอีกเมืองหนึ่ง
คือ เมืองเชียงรายทางใต้ลงมาในราว
พ.ศ. ๑๘๐๖
|
แต่พระองค์พบว่าภูมิประเทศ
ไม่เหมาะ
แก่การขยายอำนาจลงมาทางใต้
จึงทรงย้าย
ไปประทับที่เมืองฝางในราวปี
พ.ศ.
๑๘๑๗
ที่เมืองนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองหริภุญ
ไชยมากนัก
พระองค์ทราบถึงความมั่นคงและ
ความมั่งคั่งของรัฐหริภุญไชยดี
จึงดำเนิน
นโยบายแบบบ่อนทำลาย
โดยให้อ้ายฟ้าทหาร
ของพระองค์
มาเป็นไส้ศึกในเมืองหริภุญไชย
โดยใช้เวลาทั้งหมดเกือบ
๗
ปี
อ้ายฟ้า
สามารถทำให้ประชาชนในเมืองนี้
ไม่พอใจ
พระยายีบาหรือพระยาบากษัตริย์ของตน
โดย
อ้ายฟ้าดำเนินกลวิธีต่างๆหลายวิธี
เช่นเกณฑ์
แรงงานอย่างหนัก
ในการไปขุดเหมืองชล
ประทานที่เรียกว่าเหมืองอ้ายฟ้า
หรือเหมือง
แข็ง
เกณฑ์ประชาชนตัดไม้
ลากไม้
ในฤดูฝน
มาทำคุ้มที่ประทับของพระยาบา
ทำให้ไร่นา
ของประชาชนได้รับความเสียหายมาก
นอก
จากนี้
อ้ายฟ้ายังได้กราบทูลให้พระยาบาห้าม
ประชาชนเข้ามาร้องทุกข์กับกษัตริย์
โดยตรง
ดังเช่นที่เคยปฏิบัติมา
ให้ทุกคนติดต่อร้อง
ทุกข์กับอ้ายฟ้า
แล้วอ้ายฟ้าก็ตัดสินไม่ถูก
ต้องตามทำนองคลองธรรม
ทำให้ประชาชน
ได้รับความเดือดร้อนมาก
อ้ายฟ้าได้กล่าวกับ
ประชาชนว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนทำไปนั้น
เป็นบัญชาจากพระยาบาทั้งสิ้น
ประชาชนจึง
ไม่ชอบพระยาบามาก
และเมื่อมีศึกพระยา
มังรายมาประชิด
ประชาชนจึงไม่กระตือรือร้น
ที่คิดจะช่วยรบกับผู้ปกครอง
ในที่สุดพระยา
มังรายจึงยึดหริภุญไชย
ไว้ในอำนาจได้
สำเร็จเมื่อ
พ.ศ.๑๘๒๔
ปัญหามีว่า
ทำไม
พระยาบาจึงเชื่อคำแนะนำของอ้ายฟ้า
จึงให้
อ้ายฟ้าเข้ามามีอำนาจในเมืองหริภุญไชย
เช่นนี้
ทั้งที่อ้ายฟ้าเป็นขุนนางจากเมืองอื่น
คำตอบหรือข้อสันนิษฐาน
เกี่ยวกับเรื่องนี้
มีได้หลายทาง
ข้อแรกผู้เขียนขอเสนอข้อ
สันนิษฐาน
จากหลักฐานกฎหมายว่า
ที่พระยา
บาเชื่อคำแนะนำอ้ายฟ้า
เพราะมีข้อความ
ตอนหนึ่งใน
กฎหมายหลายฉบับระบุว่า
"บุคคลผู้รู้สันฐานต่างประเทศ"
เป็นบุคคล
หรือไพร่เมืองชั้นดี
และจัดว่าเป็นไพร่ที่หาได้
ยาก
ถ้าทำผิดให้ลงโทษสูงสุดให้เนรเทศ
แทนการประหารชีวิต
อ้ายฟ้าเป็นขุนนางที่มา
จากต่างประเทศ
และเป็นผู้รู้สันฐานเรื่องราว
ของต่างประเทศ
นอกเหนือจากเมืองหริภุญ
ไชย
พระยาบาจึงยอมรับความเป็นผู้รู้ของอ้าย
ฟ้า
และพร้อมที่ยกย่องอ้ายฟ้าโดยง่าย
เพราะ
อ้ายฟ้าอาจจะมีความรู้เรื่อง
เมืองหิรัญเงิน
ยางเชียงแสน
เมืองเชียงราย
และเมืองฝางดี
กว่าทุกคนในเมืองหริภุญไชย
อีกประการหนึ่ง
สันนิษฐานว่าพระยาบา
อาจจะมีความขัดแย้ง
กับขุนนางของตน
จึงได้ยกย่องอ้ายฟ้าขึ้นเป็น
ผู้ช่วยของพระองค์ทุกด้าน
โดยไม่เฉลียวใจ
ว่าจะมาเป็นไส้ศึกของพระยามังราย
เมื่อ
พระยามังราย
ได้เมืองหริภุญไชยแล้ว
ได้ประทับอยู่ระยะหนึ่ง
แล้วยกให้อ้ายฟ้า
ไปปกครองแทนพระองค์
โดยพระองค์
ได้สร้างเมืองใหม่อีกเมืองหนึ่ง
ทางทิศ
ตะวันออกเฉียงเหนือ
ชื่อเมืองชะแว
เมืองนี้น้ำท่วมจึงได้ย้าย
มาสร้างเมือง
อีกเมืองหนึ่งคือเวียงกุมกาม
ซึ่งอยู่ใน
เขตอำเภอสารภีในปัจจุบัน
และสถาปนา
เวียงกุมกามขึ้นเมื่อ
พ.ศ.
๑๘๒๗
|
|
เมืองนี้น้ำก็ท่วมอีก
ไม่เหมาะจะให้เป็นเมืองหลวงถาวรได้
จึงได้พยายามแสวงหาทำเล
ภูมิประเทศเพื่อสร้างเมืองใหม่
ในที่สุดทรงพบบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง
ตอนเหนือของเวียงกุมกาม
บริเวณเชิงดอยสุเทพ
นอกจากนี้ยังมีลำน้ำแม่ข่าที่ไหลมาจากดอยสุเทพ
และหนองน้ำใหญ่เป็นแหล่งน้ำสำคัญ
ที่หล่อเลี้ยงบริเวณที่ราบเชิงเขาแห่งนี้ให้อุดมสมบูรณ์อีกด้วย
ดังปรากฏข้อความเรื่องนี้ในตำนาน
ราชวงศ์พื้นเมืองเชียงใหม่
ความว่า "...กูจะสร้างพระนครครั้งนี้เป็นการใหญ่
ควรขอเชิญสหายทั้งสองคือ
พระยาร่วงเมืองสุโขทัยและพระยางำเมือง
เมืองพะเยามาปรึกษาหารือให้พร้อมกัน"...
|